ธรรมชาติของเสียง

pretest-min

t4

เรื่องธรรมชาติของเสียง

111111111111เสียงของมนุษย์จัดอยู่ในประเภทเครื่องดนตรีชนิดเป่าลม  เสียงพื้นฐานจะเกิดขึ้นได้จากช่องคอ (Larynx) และมีคลื่นเสียงก้อง (Harmonics)  อยู่อย่างสมบูรณ์  เสียงพื้นฐานจะถูกกลั่นกรองหรือเพิ่มกำลังขึ้นโดยช่องปากและโพรงจมูก  การกระทำอันนี้จะเพิ่มกำลังให้แก่เสียงสะท้อนตัวอื่นด้วย

111111111111เสียงเกิดจาก ลมจากกระบังลมเคลื่อนที่มากระทบเส้นเสียง และทำให้เกิดการสั่นสะเทือน การเกิดเสียงสูงและต่ำ ขึ้นอยู่กับปริมาณของลมที่มากระทบเส้นเสียง คือ ปริมาณลมน้อย เส้นเสียงเกิดการสั่นสะเทือนน้อยทำให้เกิด“เสียงต่ำ” และปริมาณลมมาก เส้นเสียงเกิดการสั่นสะเทือนมาก ทำให้เกิด “เสียงสูง”  ดังนั้นหน้าที่ของลม คือการทำให้เกิดเสียงสูงต่ำ และอีกหน้าที่คือการทำให้เกิดความดัง-เบาของเสียง ซึ่งเกิดจากการควบคุมปริมาณลมเช่นเดียวกัน  อวัยวะในการเปล่งเสียง  ประกอบด้วย

11      1111.  เส้นเสียง

d4.jpg

ภาพที่  18  เส้นเสียง
( ที่มา :  ดุษฎี  พนมยงค์  บุญทัศนกุล , 2558 )

11111111111เส้นเสียง  เปรียบเหมือนเครื่องดนตรีประจำอยู่ในร่างกายของเรา  เส้นเสียงเป็นกล้ามเนื้อบาง ๆ สั้น ๆ มีความยาวประมาณ  1.2-1.7  เซนติเมตร กว้าง 0.2-0.3  เซนติเมตร  ขวางอยู่เหนือหลอดลม  นอกจากจะทำหน้าที่ทำให้เกิดเสียงแล้ว  เส้นเสียงยังทำหน้าที่เป็นประตูไม่ให้สิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ผ่านเข้าไปในหลอดลม

d5

ภาพที่  19   แสดงการเคลื่อนไหวของเส้นเสียง
( ที่มา :  ดุษฎี  พนมยงค์  บุญทัศนกุล , 2558 )

111111.  เส้นเสียงขณะหายใจเข้า จะเปิดออกในรูปแบบสามเหลี่ยม
111112.  เส้นเสียงขณะสร้างเสียง โดยจะปิดเข้าชิดกันและเกิดการสั่นพลิ้วทั้งเส้นสำหรับระดับเสียงต่ำ
111113.  เส้นเสียงพลิ้วด้านหน้า  สำหรับระดับเสียงกลาง
111114.  เส้นเสียงพลิ้วด้านหลัง  สำหรับระดับเสียงสูง

11      1112.  ช่องคอ

d6.jpg

ภาพที่  20   ช่องคอ
( ที่มา :  http://www.google.co.th , 2558 )

11      1113.  ช่องปาก

d7.jpg

ภาพที่  21   ช่องปาก
( ที่มา :  http://www.google.co.th , 2558 )

การออกเสียงให้ถูกต้องตามอักขระวิธี

11111การออกเสียงคำต่าง ๆ ในการขับร้องต้องประสานกับการฝึกลมหายใจ  การเปล่งเสียงและการสร้างเสียงสะท้อน  การฝึกการออกเสียงเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้การร้องเพลงได้ดี       การออกเสียงพยัญชนะ  สระและวรรณยุกต์อย่างไม่ถูกต้อง  ยางครั้งทำให้ความหมายของเพลงเปลี่ยนไป  ในทางกลับกัน  ถ้าผู้ขับร้องออกเสียงภาษานั้น ๆ ได้ถูกต้องตามอักขระวิธีก็จะเพิ่มความประทับใจให้กับผู้ฟัง

ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีวรรณยุกต์  และเสียงวรรณยุกต์ที่ต่างกันทั้ง 5  เสียงนั้นทำให้ความหมายของคำต่างกัน  ฉะนั้นผู้ขับร้องควรคำนึงและให้ความสำคัญในเรื่องนี้

11111ส่วนการฝึกร้องเพลงภาษาตะวันตกนั้นมีเสียงสระพื้นฐาน  คือการออกเสียงตามอักษรโฟเนติคส์สากล  หรือ  I.P.A  (International Phonetic Alphabet) ทั้งหมดมี  5  ตัวคือ  a  e  i   o  u

11111รูปปากของการออกเสียงสระทั้ง  5  มีดังนี้

[a]  :อ้าปากโดยยกขากรรไกรบนขึ้น  ปล่อยขากรรไกรล่างตามสบาย  ลิ้นวางราบปล่อยเป็นธรรมชาติ  อ้าปากตามสบายแต่อย่ากว้างเกินไป

[e]  :อ้าปากครึ่งเดียว  ลิ้นหดเล็กน้อย  ตำแหน่งลิ้นค่อนไปทางด้านหลัง

[i]  :ฉีกมุมปาก  ลิ้นด้านหน้าเกือบแตะเพดานแข็ง

[o]:ห่อปาก  ตำแหน่งลิ้นค่อนไปทางด้านหลัง  ช่องปากครึ่งบนเป็นรูปทรงกระบอก  ใช้กำลังเต็มปาก

[o]:ห่อปาก  ลิ้นส่วนหลังสูงจนเกือบแตะเพดานอ่อน

 d8.jpg

ภาพที่  22  ภาพแสดงรูปปากในการออกเสียงสระต่าง ๆ
ที่มา : ดุษฎี  พนมยงค์  บุญทัศนกุล ,  2558

การปิดคำ

1111111ในการร้องเพลงนักร้องต้องออกเสียงสระมากกว่าพยัญชนะ  เพราะการออกเสียงของคำแต่ละคำเราจะออกเสียงพยัญชนะสั้นกว่าสระ  โดยเฉพาะคำที่ต้องออกเสียงยาว  เช่น  คำว่า“ปี”เกิดจาก  พยัญชนะ  ปอ+สระอี  ให้ยาวเป็นเวลา  5 วินาที  จะสังเกตเห็นว่าลักษณะเสียงที่ออกมาจะเป็นดังนี้  ปอ+อี  (เสียง  ปอ. จะได้ยินแค่ครั้งแรกเท่านั้นหลังจากนั้นจะเป็นเสียงสระอี)  ดังนั้นในการปรุงแต่งคำร้องให้สละสวยจึงขึ้นอยู่กับการออกเสียงสระให้ถูกต้องชัดเจน  และมีน้ำหนักซึ่งเกิดจากการขยับขากรรไกร  ลิ้น  ริมฝีปากและทำรูปปากให้ถูกต้อง

1111111ถ้าเป็นการออกเสียงสระผสม  เช่น  คำว่า “ใจ”   เกิดจาก  สระใอ = อา +อี เวลาออกเสียงควรออกเสียงสระอาสั้นกว่าสระอี  เป็น  จอ + อา…+ อี  (จำนวนจุดแทนความยาวของการลากเสียง)  เพราะถ้าออกเสียงสระอายาวกว่าสระอี  จะกลายเป็น  จอ + อา  … + อี  (จาย…+อี)  หรือความว่า  “เกลียว”  เกิดจาก  พยัญชนะ  กล.  และ สระ  อี + อา + อู  ควรออกเสียงเป็น  กล + อี…+ อา + อูหรือ  กล + อี +…+ อา …+ อ   แต่ไม่ควรเป็น  กล + อี + อา + อู  (เพราะเสียงที่ออกมาจะกลายเป็น“กลู”)  การร้องคำที่ไม่มีตัวสะกด  ไม่ควรออกเสียงสระเป็นเวลานาน  เช่น  ฉันรักเธอ  หากร้องอยู่บนสระนาน ๆ โดยไม่รีบปิดคำ  ก็จะออกมาเป็น  ฉาน  ร้าก  เธอ

1111111การออกเสียงวรรณยุกต์ของคำในภาษาไทยนักร้องต้องระวังให้มาก  เพราะถ้าออกเสียงวรรณยุกต์ผิดก็จะทำให้ความหมายของคำนั้นมีความหมายต่างไปจากเดิมทันที  โดยเฉพาะเนื้อเพลงที่มีโน้ตดนตรีเป็นคนละเสียงกับวรรณยุกต์ของเนื้อเพลง  เช่น  ชื่นชีวันเมื่อฉันและเธอชิดใกล้  (เพลงหนึ่งมิตรชิดใกล้)  ถ้าร้องออกเสียงให้ตรงกับโน้ต จะต้องออกเสียงเป็น  ฉื่นชีวันเมื่อชันและเธอชิดใกล่  นอกจากจะไม่ได้สื่อความหมายตามที่ต้องการแล้ว ยังฟังตลกอีกด้วย  วิธีถูกต้องคือนักร้องจะต้องออกเสียงวรรณยุกต์ของแต่ละคำให้ถูกต้องเสียก่อน  แล้วจึงใช้เทคนิคของการเอื้อนเสียงให้ได้ตัวโน้ตที่ต้องการ (ปิ่นศิริ, 2548: 37-39)

เสียงสะท้อน

 111111111อวัยวะที่ทำให้เกิดเสียงสะท้อน  คืออวัยวะที่กลั่นกรองเสียง  ประกอบด้วยช่องคอ  โพรงจมูก  ช่องปาก  เพดานแข็ง  ลิ้น  ฟัน  ริมฝีปาก  เป็นต้น

 d9

ภาพที่  23   แสดงอวัยวะในการออกเสียง
( ที่มา :  https://shcoolofphonetic.wordpress.com , 2558 )

อวัยวะในการสร้างเสียงสะท้อน  ประกอบด้วย

111111.  ทรวงอก
111112.  โพรงปากและโพรงจมูก
111113.  โพรงกะโหลก

11111จุดประสงค์ของการ  เสียงสะท้อน  คือทำให้เสียงไพเราะ  สมบูรณ์  สดใส  ชัดเจนมีกังวานทุกเมื่อ  การเปล่งเสียงร้องให้เกิดเสียงสะท้อนได้นั้น  ต้องอาศัยวิธีการหายใจที่ถูกต้องและเปิดช่องคอให้เป็นธรรมชาติและไม่เกร็ง  ปล่อยให้คลื่นเสียงตามธรรมชาติสะเทือนในอวัยวะที่ทำให้เกิดเสียงสะท้อน  เกิดเป็นเสียงอันไพเราะ  มีกังวาน

            เสียงสะท้อนแบ่งออกเป็น

111111.  เสียงสะท้อนในช่องอก (Chest Tone) เป็นการขับร้องในระดับเสียงต่ำ เป็นเสียงที่เปล่งออกมาได้ง่ายที่สุด โดยจะรู้สึกสั่นสะเทือนบริเวณหน้าอก  เสียงที่ได้จะมีความกังวาน ทุ้ม ใหญ่ เป็นโทนที่แสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึกสุขุม รอบคอบ เศร้า เหงา    โรแมนติก ฯลฯ ลักษณะของเนื้อเสียงจะเหมือนกับเสียงพูดปกติของชาวตะวันตก ตำแหน่งเสียงทางกายภาพจะอยู่ที่บริเวณ หน้าท้องถึงบริเวณริมฝีปากล่างหลักการร้องเพลงเสียงต่ำ ปฏิบัติได้ดังนี้
1111111113.1  ใช้เลียนแบบเช่นเดียวกับการพูด เสียงจะอยู่ที่ริมฝีปาก พยัญชนะและสระอยู่ที่ริมฝีปากไม่ใช่อยู่ในคอ
1111111113.2  เมื่อจะเริ่มร้องเสียงต่ำจะต้องเริ่มคิดเสียงสูงไว้
1111111113.3  ยิ่งเสียงลงต่ำช่องในปากจะเล็กลง ถ้าปากกว้างไปเสียงจะไม่มีกำลัง
1111111113.4  เวลาร้องเสียงต่ำไม่ควรร้องเสียงดัง
1111111113.5  และบังคับลมและกำลังไว้ไม่ให้พลังออกมามากพร้อมกับเสียง เพราะจะทำให้เสียงหนักเกินไป
1111111113.6  ให้เสียงต่ำมีลักษณะก้องหรือสะท้อนกังวานออกมาคล้ายเสียงฮัม

111112.  เสียงสะท้อนในโพรงปากและจมูก (Mouth Tone) โทนเสียงกลาง เป็นโทนเสียงที่แสดงออกถึงอารมณ์ที่ปกติ สบาย ๆ  เมื่อปล่อยเสียงจะรู้สึกถึงการสั่นสะเทือนบริเวณช่องปากและในโพรงอากาศบริเวณจมูก ลักษณะของเนื้อเสียงจะเหมือนกับเสียงพูดปกติของชาวตะวันออก ตำแหน่งเสียงทางกายภาพจะอยู่ที่บริเวณ ริมฝีปากถึงโหนกแก้ม

111113.  เสียงสะท้อนในช่องกะโหลก (Head Tone) โทนเสียงระดับสูง เป็นเสียงที่แสดงออกถึงอารมณ์ที่ดีใจ   เสียใจ  สนุกสนาน เป็นการขับร้องในเสียงสูง ระดับเทนเนอร์ และ โซปราโน  ขณะเปล่งเสียงจะรู้สึกสั่นสะเทือนก้องบริเวณ เหนือลิ้นไก่และพริ้วไปตามส่วนหลังของศีรษะ เกิดความก้องกังวานในโพรงกะโหลกศีรษะแผ่กระจายมาถึงโพรงอากาศบริเวณหน้าผาก ตำแหน่งเสียงทางกายภาพจะอยู่ที่บริเวณระหว่างคิ้ว  หลักการร้องเพลงในโทนเสียงสูง ปฏิบัติได้ดังนี้ คือ
111111113.1  ใช้สมองหรือใช้ความคิดช่วยในการร้องเสียงสูง เช่น จะร้องเสียงซอลสูงให้สมมุติว่าจะร้องเสียงสูงเท่ากับที่เคยร้องมาก่อน
111111113.2  การร้องเสียงสูงต้องใช้พยัญชนะเร็วและชัด โดยใช้พลังของลมจากพยัญชนะถึงสระ
111111113.3  การร้องเสียงสูงให้ปล่อยเสียงออกมาตามสบายโดยไม่ต้องบังคับ
111111113.4  เมื่อร้องเสียงสูงให้ปล่อยขากรรไกร ปล่อยลิ้นตามสบาย อ้าปากกว้างไม่ต้องเงยหน้าและไม่เกร็ง
111111113.5  ใช้พลังของลมจากกล้ามเนื้อที่หน้าท้อง เอวและสะโพก แต่ใช้กล้ามเนื้อที่คอเปล่งหรือบังคับเสียง

 

ค้นคว้าเพิ่มเติม

 

การออกเสียง  Head  Tone   /     การออกเสียง  Mount  Tone  /   การออกเสียง  Chest  Tone

postest-min

 

button backhome ok okbutton nect

Advertisements