การหายใจ

pretest-min

 t3

เรื่องการหายใจ

c2

1111111111เสียงเกิดจาก ลมจากกระบังลมเคลื่อนที่มากระทบเส้นเสียง และทำให้เกิดการสั่นสะเทือน การเกิดเสียงสูงและต่ำ ขึ้นอยู่กับปริมาณของลมที่มากระทบเส้นเสียง คือ ปริมาณลมน้อย เส้นเสียงเกิดการสั่นสะเทือนน้อยทำให้เกิด“เสียงต่ำ” และปริมาณลมมาก เส้นเสียงเกิดการสั่นสะเทือนมาก ทำให้เกิด “เสียงสูง”  ดังนั้นหน้าที่ของลม คือการทำให้เกิดเสียงสูงต่ำ และอีกหน้าที่คือการทำให้เกิดความดัง-เบาของเสียง ซึ่งเกิดจากการควบคุมปริมาณลมเช่นเดียวกัน

1111111111พื้นฐานสำคัญที่สุดของการร้องเพลงคือ  การหายใจ การหายใจที่ดี ต้องมีความสามารถในการควบคุมการหายใจได้ ควบคุมลมที่จะมากระทบเส้นเสียง ควบคุมลมให้เกิดความดัง-เบาของเสียง ความนิ่งเรียบ และช่วงประโยคเพลงได้ดี ดังนั้นนักร้องจำเป็นต้องฝึกซ้อมการหายใจอย่างถูกวิธีและเป็นประจำ เพื่อให้สามารถใช้ลมสำหรับการขับร้องได้อย่างเต็มศักยภาพ

 1111111111ขั้นตอนของการเกิดเสียง  เริ่มต้นที่ลมหายใจออกไปผ่านกล่องเสียง  เกิดเสียงขึ้นและลมหายใจนั้นได้นำไปก้องกังวานในโพรงหน้า (Mask) หรือในศีรษะและพาเสียงออกไป  หากผู้ขับร้องสามารถควบคุมลมหายใจให้ทำงานอย่างราบรื่นก็จะร้องเพลงได้ดี  มีเสียงที่ไพเราะ  จะเห็นว่าสิ่งที่ควรคำนึงถึงเป็นอันดับแรกคือการควบคุมลมหายใจให้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

1111111111อวัยวะที่สำคัญในการหายใจ  ได้แก่
1111111111.  ปอด (Lungs)  ภายในปอดจะมีถุงลมเล็กๆ มากมาย  มีหน้าที่ในการเก็บลมเพื่อนำมาใช้ในการหายใจ ฟอกโลหิต ฯลฯ โดยปกติคนเราไม่สามารถหายใจเข้าไปในถุงลมได้ครบทุกถุง แต่การร้องเพลงจำเป็นที่จะต้องฝึก เพื่อให้สามารถหายใจเข้าไปในถุงลมได้มากที่สุด
1111111112.  กะบังลม (Diaphram)  กล้ามเนื้อผืนใหญ่ใต้ปอด  ที่อยู่เหนือกระเพาะอาหารประกอบด้วยซี่โครง และกล้ามเนื้อส่วนชองหน้าท้อง กระบังลมเป็นอวัยวะอีกชิ้นหนึ่งที่เราสามารถบังคับให้ช่วยปอดในการกักเก็บลมได้มากขึ้น เมื่อเราหายใจเข้าปอดซี่โครงจะขยายตัวเพราะถูกดึงโดนกล้ามเนื้อที่ติดอยู่กับหัวไหล่ เมื่ออากาศเข้าสู่ปอดกระบังลมต้องเคลื่อนตัวลงต่ำ และจะมีหน้าที่ดันอวัยวะภายในช่องท้องมิให้เคลื่อนตัวขึ้นตามการขยายตัวของซี่โครง เพื่อที่จะสามารถกักเก็บลมได้มากๆ
11111111111 กะบังลม  เป็นโครงสร้างรูปโดม  ทำหน้าที่เป็นผนังกั้นแบ่งระหว่างช่องทรวงอกกับช่องท้อง  กระบังลมมีบทบาทสำคัญในการหายใจสำหรับการขับร้อง เป็นโครงสร้างที่ประกอบด้วยส่วนที่เป็นกล้ามเนื้อที่อยู่ขอบและส่วนที่เป็นพังผืดอยู่ตรงกลาง  เมื่อหายใจเข้ากล้ามเนื้อกระบังลมจะหดตัว  ทำให้ความสูงของโดมลดลง  และเส้นผ่าศูนย์กลางของช่องทรวงอกในแนวดิ่งจะยาวขึ้น  จึงมีเนื้อที่ในช่องอกเพิ่มขึ้นและปอดขยายตัวเต็มที่  (ดวงใจ  อมาตยกุล : 2546)
11111111113.  ซี่โครง เมื่อเราหายใจเข้า  ปอดจะขยายตัวออก  และเมื่อปอดขยายตัวออกจะไปดันซี่โครงให้เกิดการขยายตัว  โดยการขยายตัวของซี่โครงนั้นจะขยายจากด้านล่างก่อน
11111111114.  กล้ามเนื้อหน้าท้อง (Front Muscles)   มีหน้าที่บังคับลมเข้าออกในปริมาณน้อยไปหามาก ดังนั้นการออกเสียงในลักษณะ จากเสียงค่อยไปหาเสียงดัง หรือเสียงแคบไปหากว้างนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะใช้อวัยวะส่วนนี้เป็นอย่างยิ่ง เมื่อเราหายใจเข้ากล้ามเนื้อหน้าท้องจะขยายตัวออกมาทางด้านหน้า การหายใจออกจะเกิดจากการที่ปอดหดตัวลง ซี่โครงกลับคืนสู่ตำแหน่งปกติ กระบังลมยกตัวขึ้นกลับเข้าที่ กล้ามเนื้อหน้าท้องหดตัวลง
1111111111การหายใจเพื่อการขับร้องที่ถูกวิธี  คือการหายใจเต็มที่ให้ลึกถึงปอดส่วนล่างจนปอด (Lung) ขยายตัวเต็มที่ ซึ่งจะทำให้ซี่โครงขยายออก  ดังนั้นส่วนของลำตัวช่องท้อง (abdomen)  จะขยายออกเมื่อมีการหายใจเข้า

c3.jpg

ภาพที่  12   ภาพแสดงอวัยวะที่ใช้ในการหายใจ
ที่มา : ดุษฎี  พนมยงค์  บุญทัศนกุล , 2558

กล้ามเนื้อในการหายใจเข้าตามปกติ

  1. กระบังลม (Diaphragm) เป็นกล้ามเนื้อที่สำคัญที่สุด ในการหายใจ กระบังลมเกาะตามผิว ด้านในของกระดูกซี่โครงที่ 7-12 ,กระดูกลิ้นปี่ และกระดูกสันหลังระดับเอวอันที่ 1-3 โดยกล้ามเนื้อไปเกาะกันตรงกลาง เรียงCentral tendon เมื่อกล้ามเนื้อหดตัวจะทำให้ Central tendon ถูกดึงต่ำลงเพิ่มเส้นผ่าศูนย์กลางในแนวดิ่ง
  2. กล้ามเนื้อซี่โครงชั้นนอก (External intercostal muscle) หดตัวยกกระดูกซี่โครงขึ้น ทำให้ทรวงอกขยาย ปอดที่อยู่ภายในทรวงอกจะถูกขยายออก ทำให้ความดันในถุงลมในปอดลดลงต่ำกว่าความดันในบรรยากาศ(ปรกติ 760 mmHg.) ทำให้อากาศไหลเข้าไปในถุงลมในปอด จนมีความดันในถุงลมเพิ่มขึ้นเป็น 762 mmHg.

การหายใจออกตามปกติ

            เป็นการคลายตัวของกล้ามเนื้อกระบังลม และถุงลมคลายตัวกลับสู่ภาวะปกติ และความดันในถุง ลมมากกว่าในบรรยากาศจะถูกดันกลับออกมาภายนอก ทำให้ความดันในถุงลมลดลงเหลือ 756 mmHg. น้อยกว่าในบรรยากาศเล็กน้อย

respiratory8

ภาพที่  13   ภาพแสดงอวัยวะที่ใช้ในการหายใจ
ที่มา : ดุษฎี  พนมยงค์  บุญทัศนกุล , 2558

การหายใจในเพลง

            ต้องเตรียมพร้อมที่จะหายใจอย่างสมบูรณ์ก่นจะถึงประโยคเพลง  หากไม่ลากเสียงโน้ตตัวสุดท้ายของประโยคเพลงก็จะมีเวลาในการหายใจก่อนประโยคเพลงถัดไปอีกมาก  การที่ต้องหายใจระหว่างเพลงและต้องหายใจให้เต็มที่นั้น  มีเทคนิคพิเศษที่จะทำให้หายใจได้ทันคือ  ให้สังเกตในเพลงว่าตรงไหนที่ต้องหายใจอย่างรวดเร็ว ก็ให้ขโมยเวลาจากโน้ตตัวหลังสุดของประโยคเพลงก่อนหน้านั้น  และการหายใจเข้าอย่างรวดเร็วต้องเตรียมร่างกายก่อนหายใจ  โดยยกอกขึ้นให้ซี่โครงขยายออกได้ก่อนและเตรียมโพรงหน้าให้ถูกต้องด้วย  ไม่ให้อัดลมอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้เตรียมร่างกาย

c4.jpg

1111111111กระบวนการหายใจประกอบด้วย  2  ลักษณะคือ การหายใจเข้าและการเป่าลมออก
1111111111การหายใจเข้า  การหายใจเข้าที่ถูกต้องไม่ว่าจะนั่งหรือยืนควรอยู่ในลักษณะอกผายไหล่ผึ่ง (แต่ไม่ยกไหล่) อย่างธรรมชาติ  คือไม่เกร็งอ้าปากโดยดึงขากรรไกรล่างลงแล้วปิดหลอดลมให้กว้างออกเหมือนอาการหาว  แล้วสูดลมเข้าทางปากจนเต็มท้องน้อย กะบังลม ปอดและหน้าอก การหายใจเข้าอาจแบ่งออกเป็น 3 ระยะ
1111111111หายใจเข้าระยะที่  1  โดยเพิ่มลมบริเวณกะบังลมส่วนล่าง  อาจจะใช้มือข้างใดข้างหนึ่งแตะบริเวณหน้าท้องโดยให้นิ้วก้อยอยู่บริเวณสะดือหรือบริเวณซี่โครงซี่สุดท้าย เมื่อหายใจเข้าจะรู้สึกว่าท้องป่องออกเล็กน้อย
1111111111หายใจเข้าระยะที่  2  โดยเพิ่มลมจากระยะที่  1 ลมจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นโดยเฉพาะบริเวณกะบังลมส่วนบน  เอามืออีกข้างหนึ่งจับบริเวณซี่โครงใต้รักแร้เมื่อหายใจเข้าระยะที่ 2  จะรู้สึกว่ากล้ามเนื้อบริเวณนั้นขยายออกเล็กน้อย
1111111111หายใจเข้าระยะที่  3  โดยเพิ่มลมให้เต็มปอดจนรู้สึกว่าหน้าอกยกขึ้นเล็กน้อย

การทำงานของอวัยวะเมื่อหายใจเข้า
1111111111ระยะที่หายใจเข้าจะรู้สึกว่ากระบังลม  ปอด  หน้าอกขยายออก

c5ภาพที่  14   แสดงการทำงานของอวัยวะเมื่อหายใจเข้า
( ที่มา :  การหายใจ, 2558 )

การเป่าลมออก

            การหายใจออกในชีวิตประจำวันนั้นเป็นเรื่องง่ายเพราะไม่ต้องควบคุมลม
แต่การเป่าลมออกสำหรับเครื่องเป่าต้องมีการควบคุมลมให้ออกอย่างสม่ำเสมอหรือตามความต้องการ  ขณะที่ปล่อยลมออกกะบังลมและกล้ามเนื้อส่วนล่างจะดันให้ลมออกมาทางปาก  ดังภาพ

c6.jpg

ภาพที่  15  แสดงการทำงานของอวัยวะเมื่อเป่าลมออก
( ที่มา :  การหายใจ, 2558 )

c7.jpg

แบบฝึกหัดที่  1

111111111111ฝึกความถูกต้องของการหายใจ
111111111111ให้ยืนในลักษณะอกผายไหล่ผึ่งหน้าตรงแต่ไม่เกร็ง เท้าทั้งสองห่างกันเล็กน้อย   มือทั้งสองข้างอยู่ในลักษณะเหมือนเท้าสะเอว  แต่ให้เอามือจับเบา ๆ ในบริเวณข้อต่อระหว่างซี่โครงและผนังหน้าท้อง หายใจเข้าช้า ๆ จนเต็มปอดและกะบังลม

111111111111ข้อควรระวังระหว่างหายใจเข้า ไม่ยกไหล่หรือเกร็งบริเวณต้นคอทุกอย่างอยู่ในลักษณะธรรมชาติ แบบฝึกหัดนี้  จะสังเกตเห็นการขยายตัวของกะบังลมเมื่อหายใจเข้า และการหดตัวของกะบังลมเมื่อหายใจออก ฝึกประมาณวันละ 3 ครั้ง

ท่ายืน2

1111111111111111111111การยืน                      หายใจเข้า               หายใจออก

ภาพที่  16   ภาพแสดงการฝึกความถูกต้องของการหายใจ
ที่มา : อัญชลี  เมฆวิบูลย์ , 2558

แบบฝึกหัดที่  2

1111111111111.  หายใจเข้า 4 จังหวะ กลั้นหายใจ 4 จังหวะ เป่าลมออก 4 จังหวะ (หมายเหตุพยายามควบคุมลมให้สม่ำเสมอ) ทำติดต่อกัน 4-5  ครั้ง

1111111111112.  หายใจเข้า 4 จังหวะ กลั้นหายใจ 4 จังหวะ เป่าลมออก 8 จังหวะ (หมายเหตุพยายามควบคุมลมให้สม่ำเสมอ)  ทำติดต่อกัน 4-5  ครั้ง

1111111111113.  หายใจเข้า 4 จังหวะ กลั้นหายใจ 4 จังหวะ เป่าลมออก 12 จังหวะ (หมายเหตุพยายามควบคุมลมให้สม่ำเสมอ)  ทำติดต่อกัน  4-5  ครั้ง

แบบฝึกหัดที่  3

            นอนหงายชันเข่า โดยเข่าทั้งสองข้างห่างกันพอประมาณ เท้าทั้งสองวางอยู่บนพื้น แล้วดึงลำตัวให้สูงขึ้นเป็นเส้นตรง  ระหว่างเข่ากับไหล่ โดยน้ำหนักตกอยู่บนไหล่ทั้งสองข้าง มือทั้งสองข้างวางอยู่บนพื้นขนานกับลำตัว หายใจเข้าช้า ๆ จนเต็มแล้วเป่าลมออกทางปากเหมือนกับเป่าหลอดกาแฟหรือเป่าเทียน ฝึกท่านี้วันละครั้ง ๆ ละไม่เกิน 1 นาที  จุดประสงค์ของแบบฝึกหัดนี้เพื่อฝึกการหายใจโดยไม่ให้ยกไหล่

 

ท่านอน

 

ท่านอน2.jpg

ภาพที่  17   ภาพแสดงการฝึกการหายใจตามแบบฝึกหัดที่ 3
ที่มา : อัญชลี  เมฆวิบูลย์ , 2558

แบบฝึกหัดที่  4

1111111111111.  ยืนด้วยท่าทางสำหรับการขับร้อง
1111111111112.  ทำปากรูปสระอูแล้วหายใจเข้า นับ 3  จังหวะ
1111111111113.  ขณะหายใจออกให้หดท้องและดึงกล้ามเนื้อหน้าท้องขึ้นเพื่อผลักลม
1111111111114.  หายใจออกช้า ๆ ภายในเวลา 10 วินาที  ด้วย  ซ  หรือ  S
1111111111115.  ขณะฝึกให้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อไม่ให้เกร็ง

d1.jpg

 

แบบฝึกหัดที่  5

1111111111111.  ยืนด้วยท่าทางสำหรับการขับร้อง
1111111111112.  หายใจเข้า
1111111111113.  ขณะหายใจออกให้หดท้องและดึงกล้ามเนื้อหน้าท้องขึ้นเพื่อผลักลม
1111111111114.  ร้องเสียงสั้น ๆ ด้วย ซ  หรือ  S
1111111111115.  ขณะฝึกให้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อไม่ให้เกร็ง

d2

ข้อสังเกต

11111111111.  การหายใจที่ถูกต้องในการเป่า หลอดลมจะเปิดตลอดเวลา  สามารถทดสอบได้โดยหายใจเข้าจนเต็มที่  กลั้นลมหายใจแล้วยังสามารถพูดได้แสดงว่าหายใจถูกต้อง
11111111112.  หยุดลมโดยใช้กล้ามเนื้อของกะบังลมบังคับ ไม่ใช้วิธีการปิดหลอดลม
11111111113.  ขณะที่เป่ากล้ามเนื้อจะตึงอันเกิดจากแรงดันของกระบังลม กล้ามเนื้อหน้าท้องจะค่อย ๆ เข้าทีละนิด ๆ  ขณะเป่าแต่ไม่เร็วจนเกินไปเพราะแรงดันของกะบังลมดันให้ลมออกสู่ช่องปาก

ข้อสังเกตความไม่ถูกต้องในขณะฝึกปฏิบัติ

11111111111.  หายใจทางจมูก
11111111112.  หายใจบ่อยขณะที่เป่าโดยไม่จำเป็น
11111111113.  หายใจมีเสียงดัง
11111111114.  มีลมไม่เพียงพอ
11111111115.  ยกอก ยกไหล่ หรือเกร็งกล้ามเนื้อบริเวณต้นคอขณะหายใจเข้า
11111111116.  ไม่สามารถควบคุมเสียงให้อยู่ในระดับเดียวกัน

ข้อสังเกตความถูกต้องของการหายใจ

11111111111.  เปิดหลอดลมและหายใจทางปาก
11111111112.  มีลมพอที่จะเป่าให้หมดประโยคเพลง
11111111113.  หายใจเข้าอย่างรวดเร็วโดยได้ปริมาตรของลมที่ต้องการ
11111111114.  หายใจเต็มปอดทุกครั้ง
11111111115.  ไม่เคลื่อนไหวอวัยวะส่วนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการหายใจ เช่น ไหล่  เป็นต้น
11111111116.  สามารถควบคุมลมให้ออกมาอย่างสม่ำเสมอตามต้องการ

ค้นคว้าเพิ่มเติม

1.  การฝึกหายใจ

2.  การหายใจและการควบคุมลม

3.  ตัวอย่างวิธีฝึกหายใจ

postest-min

 

button back home ok okbutton nect