เทคนิคการออกเสียง

pretest1-ok-gif

การออกเสียงในการร้องเพลง

ๅๅๅๅๅ ข้อสำคัญจะต้องมีอารมณ์สอดแทรกความรู้สึกให้ได้กับเนื้อหาของเพลง  มีใจรัก  ปล่อยใจ  ปล่อยอารมณ์ ให้ตัวเบการร้องเพลงให้เพราะ า
 11111การออกเสียงจะต้องสบาย ๆ ถ่ายทอดความรู้สึก  เราควรสอดแทรกและสื่อความหมายของเพลงให้แก่ผู้ฟัง  ถ้าเราปล่อยความรู้สึกของเราตามความหมายของเสียงเพลง  ผู้ฟังจะเข้าใจ  เช่น  เพลงเศร้า  จะต้องให้เศร้า  เสียใจ  นั่นแหละจึงจะประสบความสำเร็จ  ถ้าร้องไปโดยไม่คำนึงถึงความหมาย  เราก็จะไม่สามารถเข้าถึงหัวใจเขาได้ 
 11111นอกจากนี้เราต้องรักษาระดับเสียงสูงต่ำขึ้นลงให้ได้อีกด้วย  ก่อนอื่น เราต้องฝึกเสียงให้ผ่านจากลำคอไปถึงท้อง  ต้องร้องแบบเปิดลำคอ  จุดนี้ต้องให้ความรู้สึกโล่งที่สุด  เหมือนกับโทรโข่งที่รับเสียงแล้วก้อง  ไม่มีสิ่งใดมากีดขวาง  ร้องเพลงอย่างมีความสุข สบาย ๆ ไม่ใช่ว่ารู้สึกเหนื่อยเวลาขึ้นเสียงสูง  เพราะคนฟังก็จะรู้สึกอย่างนั้นไปด้วย 
 11111ทักษะในการร้องเพลงต้องสูดหายใจลึก ๆ การออกเสียงเสมือนกับการดื่มน้ำหรือการรับประทานอาหาร  ซึ่งต้องผ่านลำคอลงไปโดยไม่ติดคอ  จึงจะเป็นการร้องเพลงที่ถูกต้อง 
11111การออกเสียงเหมือนการทวนกระแส  เสียงสูงเราต้องทิ้งเสียงให้ลงไปข้างล่าง    เช่น การตะโกนเรียงคนที่อยู่ไกล ๆ หรือตะโกนข้ามภูเขาของชาวเขา  เป็นต้น  ส่วนเสียงต่ำจะเป็นการเก็งและตะเบ็งออกให้ขึ้นที่สูง  แต่จะต้องมีพลังและก้องกังวาลแบบเสียงระฆัง  ดังนั้นเสียงสูงจึงเปรียบได้กับเสียงระฆัง  และเสียงต่ำเปรียบเหมือนเสียงกลอง 
 11111การร้องเพลงเป็นการฝึกการพูดของเราเหมือนกัน  บางคนพูดแล้วจะรู้สึกเหนื่อย  ผู้ที่มีปัญหาเรื่องหลอดลมหรือปอด  หายใจไม่ทัน  ถ้าได้ฝึกร้องเพลงแล้วฝึกให้ถูกต้อง  จะเป็นการช่วยให้สุขภาพดีขึ้น  เป็นการฝึกการบริหาร  แต่ต้องฝึกให้ถูกวิธี  จึงต้องออกกำลังกายควบคู่กันไปด้วย  ลักษณะของการออกกำลังกายจะมีการหายใจเข้าและหายใจออกเหมือนกับการร้องเพลง  ดังนั้นผู้ที่ร้องเพลงได้ดีส่วนมากจึงออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย  ผลพลอยได้คือ  สุขภาพร่างกายแข็งแรง  ชะลอความแก่ได้  ดังสุภาษิต  ที่ว่า  “ยิงปืนนัดเดียวได้ นกสองตัว”  เพราะร้องเพลงได้ดีขึ้น  และสุขภาพยังแข็งแรงขึ้นอีกด้วย

 

ตำแหน่งของเสียง
ๅๅๅๅๅระดับเสียงของมนุษย์  แบ่งออกเป็น 3  ระดับ  แต่ละระดับเสียงจะมีตำแหน่งของความก้องกังวานต่างงกันดังนี้ 

ๅๅๅๅๅ1 ระดับเสียงต่ำ เป็นเสียงที่กังวานทุ้มใหญ่ ตำแหน่งเสียงอยู่ที่บริเวฯทรวงอกและบริเวณลำคอ หลักการร้องเพลงเสียงต่ำ แบ่งออกเป็น 6 ข้อคือ
1) ใช้เลียนแบบเช่นเดียวกับการพูด เสียงจะอยู่ที่ริมฝีปาก พยัญชนะและสระอยู่ที่ริมฝีปากไม่ใช่อยู่ในคอ
2) เมื่อจะเริ่มร้องเสียงต่ำจะต้องเริ่มคิดเสียงสูงไว้
3) ยิ่งเสียงลงต่ำช่องในปากจะเล็กลง ถ้าปากกว้างไปเสียงจะไม่มีกำลัง
4) เวลาร้องเสียงต่ำไม่ควรร้องเสียงดัง
5) และบังคับลมและกำลังไว้ไม่ให้พลังออกมามากพร้อมกับเสียง เพราะจะทำให้เสียงหนักเกินไป
6) ให้เสียงต่ำมีลักษณะก้องหรือสะท้อนกังวานออกมาคล้ายเสียงฮัม
2 ระดับเสียงกลาง ตำแหน่งเสียงอยู่ที่บริเวณช่องปากและโพรงจมูก ในการร้องเพลงเสียงระดับกลาง จึงต้องใช้โพรงจมูก แก้ม และช่องปากที่ขยายเสียง เพื่อให้เกิดความก้องกังวาน
3 ระดับเสียงสูง เป็นเสียงที่เกิดตรงบริเวณโพรงกระโหลกศีรษะ และบริเวณหน้าผาก หลักการร้องเพลงเสียงสูง ปฏิบัติได้ดังนี้ คือ
1) ใช้สมองหรือใช้ความคิดช่วยในการร้องเสียงสูง เช่น จะร้องเสียงซอลสูงให้สมมุติว่าจะร้องเสียงสูงเท่ากับที่เคยร้องมาก่อน
2) การร้องเสียงสูงต้องใช้พยัญชนะเร็วและชัด โดยใช้พลังของลมจากพยัญชนะถึงสระ
3) การร้องเสียงสูงให้ปล่อยเสียงออกมาตามสบายโดยไม่ต้องบังคับ
4) เมื่อร้องเสียงสูงให้ปล่อยขากรรไกร ปล่อยลิ้นตามสบาย อ้าปากกว้างไม่ต้องเงยหน้าและไม่เกร็ง
5) 
ใช้พลังของลมจากกล้ามเนื้อที่หน้าท้อง เอวและสะโพก แต่ใช้กล้ามเนื้อที่คอเปล่งหรือบังคับเสียง
     2. การออกเสียงของสระ สระพื้นฐานที่ใช้ในการฝึกขับร้องเพลงสากล คือการออกเสียงตาม อักษรโฟเนติคส์ หรือ I.P.A (International Phonetic Alphabet) 5 ตัว คือ อา เอ อี โอ และ อู การฝึกเบื้องต้นฝึกได้ดังนี้ คือ
1 ออกเสียงสระให้ตรงตัว อย่าทำเสียงอื่นปนหรืออย่าออกเสียงผิด ๆ
2
ในการขับร้องหมู่ ผู้ร้องทุกคนควรออกเสียงสระให้เหมือนกัน
3
สำหรับคำที่มีสระผสม ให้ลากเสียงเน้นสระเพียงตัวเดียว เช่น คำว่า “ไฟ” ถ้าออกเสียงคำนี้ช้า ๆ จะมีสระ 2 ตัว คือ “อา” กับ “อี” ดังนั้น “ไฟ” = ฟา + อี
        4 ร้องต่อสระคำหนึ่งไปยังอีกคำหนึ่งให้ต่อเนื่องกัน อย่าร้องขาดเป็นห้วง ๆ
3. การออกเสียงพยัญชนะ
ผู้ร้องอาจจะปฏิบัติดังนี้คือ พยายามร้องสระให้ยาวที่สุดและร้องพยัญชนะให้สั้นที่สุดแต่ชัดเจน คือ
1 คำใดขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ ควรร้องพยัญชนะตรงจังหวะ อย่าร้องช้ากว่าจังหวะ
2 ควรจะเปล่งเสียงพยัญชนะ เช่น เชอะ ฟัก ก่อนจังหวะของมันเล็กน้อยเมื่อจังหวะของมันมาถึงเสียงที่ร้องจะได้ตรงจังหวะพอดี แล้วร้องสระของคำนั้นทีหลัง (พยัชนะจะออกเสียงจากไรฟันและช่องข้างลิ้น)
3 เนื่องจากสระเป็นส่วนสำคัญยิ่งในการร้องเพลง ควรร้องพยัญชนะแต่ละตัวให้สั้น
4 เปล่งเสียงพยัญชนะทางส่วนหน้าของปาก เพราะสะดวกในการเปล่งเสียงมากกว่าที่อื่น และเพื่อให้ชัดเจนอย่าออกเสียงพยัญชนะจากโคนลิ้น
5 ออกเสียงพยัญชนะทุกตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่พยัญชนะเป็นตัวเดียวกันสองตัว เช่น หนักแน่น
4
. การจับเสียงและเข้าจังหวะ ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้
1 นึกเสียงที่จะร้องในใจ หมายถึงระดับเสียง เสียงสระความดังเบา
2 หายใจเข้าลึก ๆ ช้า ๆ เตรียมพร้อมที่จะเปล่งเสียงออกมา
3 ริมฝีปาก แก้ม และขากรรไกรปล่อยตามสบาย
4 ลิ้นไม่กระดกหรือเกร็ง ปล่อยตามสบาย ให้ปลายลิ้นแตะกับฐานฟันล่างเล็กน้อย
5 การส่งลม การปรับหลอดเสียง การบังคับปากและการร้องจะเกิดขึ้นวินาทีเดียวกัน
5
. คุณภาพของเสียง  ขึ้นอยู่กับหลอดเสียง กล่องเสียง ลำคอ กระพุ้งปาก ลิ้นและศรีษะ เมื่อสูดอากาศออก อากาศจะผ่านหลอดเสียงทำให้หลอดเสียงสั่นเกิดเป็นเสียงขึ้นมา และเสียงก็จะผ่านลำคอและปาก ดังนั้นทั้งในปากและในศรีษะจะทำหน้าที่เป็นช่องขยายเสียง ในขณะที่ร้องเพลงจะรู้สึกเสียงพุ่งไปข้างหน้า และมี “จุด” ที่เสียงรวมกันอยู่ที่หนึ่งที่ใดบนใบหน้า พยายามให้ “จุด” นี้ อยู่ที่แถวฟันเหนือปลายลิ้น ไม่ควรให้ “จุด” 9. อักขระ เป็นสิ่งสำคัญในการร้องเพลง โดยเฉพาะ คำควบกล้ำ คำสั้นยาว แต่ละคำล้วนมีความหมาย เพราะบทเพลงแต่ละเพลงที่ถ่ายทอดจากจินตนาการของ นักแต่งเพลง นี้อยู่ในลำคอหรือโคนลิ้น เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อแถวนั้นเกร็งและเสียงที่ออกมาจะไม่น่าฟัง การร้องเพลงควรคิดถึงบรรยากาศที่สวยงามเบิกบานใจ อย่าเกร็งคอหรือหน้า อย่าเกร็งลิ้นหรือกระดกลิ้นขึ้นเพราะจะไปบังลำคอ ทำให้เสียงที่ออกมาเกร็ง ฟังไม่ชัดและ ไม่ไพเราะ คือเสียงไม่มีคุณภาพนั่นเอง

การปิดคำ

                         ในการร้องเพลงนักร้องต้องออกเสียงสระมากกว่าพยัญชนะ  เพราะการออกเสียงของคำแต่ละคำเราจะออกเสียงพยัญชนะสั้นกว่าสระ  โดยเฉพาะคำที่ต้องออกเสียงยาว  เช่น  คำว่า“ปี”เกิดจาก  พยัญชนะ  ปอ+สระอี  ให้ยาวเป็นเวลา  5 วินาที  จะสังเกตเห็นว่าลักษณะเสียงที่ออกมาจะเป็นดังนี้  ปอ+อี  (เสียง  ปอ. จะได้ยินแค่ครั้งแรกเท่านั้นหลังจากนั้นจะเป็นเสียงสระอี)  ดังนั้นในการปรุงแต่งคำร้องให้สละสวยจึงขึ้นอยู่กับการออกเสียงสระให้ถูกต้องชัดเจน  และมีน้ำหนักซึ่งเกิดจากการขยับขากรรไกร  ลิ้น  ริมฝีปากและทำรูปปากให้ถูกต้อง

ถ้าเป็นการออกเสียงสระผสม  เช่น  คำว่า “ใจ”   เกิดจาก  สระใอ = อา +อี  เวลาออกเสียงควรออกเสียงสระอาสั้นกว่าสระอี  เป็น  จอ + อา…+ อี (จำนวนจุดแทนความยาวของการลากเสียง)  เพราะถ้าออกเสียงสระอายาวกว่าสระอี  จะกลายเป็น  จอ + อา  … + อี  (จาย…+อี)  หรือความว่า  “เกลียว”  เกิดจาก  พยัญชนะ  กล.  และ  สระ  อี + อา + อู  ควรออกเสียงเป็น  กล + อี…+ อา + อูหรือ  กล + อี +…+ อา …+ อ   แต่ไม่ควรเป็น  กล + อี + อา + อู  (เพราะเสียงที่ออกมาจะกลายเป็น“กลู”)  การร้องคำที่ไม่มีตัวสะกด  ไม่ควรออกเสียงสระเป็นเวลานาน  เช่น  ฉันรักเธอ  หากร้องอยู่บนสระนาน ๆ โดยไม่รีบปิดคำ  ก็จะออกมาเป็น  ฉาน  ร้าก  เธอ

การออกเสียงวรรณยุกต์ของคำในภาษาไทยนักร้องต้องระวังให้มาก  เพราะถ้าออกเสียงวรรณยุกต์ผิดก็จะทำให้ความหมายของคำนั้นมีความหมายต่างไปจากเดิมทันที  โดยเฉพาะเนื้อเพลงที่มีโน้ตดนตรีเป็นคนละเสียงกับวรรณยุกต์ของเนื้อเพลง  เช่น  ชื่นชีวันเมื่อฉันและเธอชิดใกล้(เพลงหนึ่งมิตรชิดใกล้)  ถ้าร้องออกเสียงให้ตรงกับโน้ต จะต้องออกเสียงเป็น  ฉื่นชีวันเมื่อชันและเธอชิดใกล่  นอกจากจะไม่ได้สื่อความหมายตามที่ต้องการแล้ว ยังฟังตลกอีกด้วย  วิธีถูกต้องคือนักร้องจะต้องออกเสียงวรรณยุกต์ของแต่ละคำให้ถูกต้องเสียก่อน  แล้วจึงใช้เทคนิคของการเอื้อนเสียงให้ได้ตัวโน้ตที่ต้องการ (ปิ่นศิริ, 2548: 37-39)

การออกเสียง  Head  Tone   /     การออกเสียง  Mount  Tone  /   การออกเสียง  Chest  Tone

postest11-ok-gif